เทรนด์ Cloud ERP ปี 2025 จากผู้นำวงการอย่าง SAP
หากพูดถึง ERP (Enterprise Resource Planing) หลายคนอาจนึกถึงระบบบริหารจัดการธุรกิจที่มักใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ ที่ช่วยจัดการทุกอย่างในธุรกิจ ตั้งแต่การเงิน การขาย ไปจนถึงการบริหารทรัพยากร แต่วันนี้ Cloud ERP กำลังกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่ธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs ต้องให้ความสนใจมากขึ้น
เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง SAP ได้ได้ออกมาวิเคราะห์ใน Forbes ถึงแนวโน้มของ Cloud ERP ในปี 2025 และเผยว่าปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมธุรกิจ โดยเฉพาะการนำ AI อัจฉริยะมาช่วยทำงานแทนคน และมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็ยกระดับการปกป้องข้อมูลสำคัญของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และนี่คือ 7 เทรนด์สำคัญของ Cloud ERP ในปี 2025 ที่ SMEs ไทย ต้องรู้และเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่จะไม่พลาดโอกาสในการเติบโตในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง
1. AI อัจฉริยะ (Agentic AI) จะเข้ามาช่วย SMEs ทำงานได้เร็วขึ้น
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่เรื่องของอนาคต ปี 2025 เราจะได้เห็น AI Agents หรือ AI ที่สามารถที่สามารถคิดเอง ทำเองได้ ทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอัตโนมัติ ธุรกิจที่ใช้ Agentic AI ทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติของ ERP จะสามารถลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล Deloitte คาดการณ์ว่า
25% ของธุรกิจที่ใช้ Generative AI จะมี AI Agent ช่วยงานในปี 2025 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2027
สำหรับ SMEs นี่คือโอกาสในการนำ AI มาช่วยบริหารธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์แนวโน้มตลาด ไปจนถึงการดูแลลูกค้า
2. Cloud ERP กำลังเปลี่ยนไปสู่ Cloud-Native อย่างเต็มตัว
จากกระแสการทำงานที่เปลี่ยนรูปแบบจาก Onsite สู่ Hybrid ทำให้แนวโน้มการเติบโตของตลาด Cloud ERP พุ่งสูงขึ้น เพราะมีข้อดีตรงที่ลดค่าใช้จ่ายด้านไอที ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง และที่สำคัญช่วยให้ธุรกิจทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดย Gartner คาดการณ์ว่า
ธุรกิจทั่วโลกจะใช้จ่ายกับบริการ Cloud สูงถึง 7 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025
ธุรกิจที่ยังใช้ ERP แบบติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ภายในบริษัท (On-Premise) อาจต้องเริ่มพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ Cloud ERP อย่างไรก็ตาม หลายธุรกิจยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่ง Forrester แนะนำว่าธุรกิจที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจอาจเลือกใช้ Private Cloud แทน Public Cloud เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
3. ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นด้วย AI และ Big Data
Gartner คาดการณ์ว่า
ภายในปี 2028 การตัดสินใจทางธุรกิจ 15% จะถูกดำเนินการโดย AI
ซึ่งหมายความว่า SMEs ที่ใช้ Cloud ERP พร้อมกับ AI จะได้เปรียบในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็น การจัดการสต็อกสินค้า การตั้งราคาสินค้า หรือแม้แต่การคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า เพราะ AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
นอกจกานี้ Deloitte ยังเสริมว่าการใช้ Cloud ERP ที่มี AI และ Big Data จะช่วยให้ธุรกิจ เห็นข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถวางแผนทางการเงินและกลยุทธ์ได้ดีขึ้นอีกด้วย
4. ความปลอดภัยทางไซเบอร์สำคัญกว่าที่เคย
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับธุรกิจ โดย Forrester คาดการณ์ว่า
อาชญากรรมไซเบอร์จะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจทั่วโลกรวม 12 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025
สำหรับ SMEs ที่กำลังเปลี่ยนไปใช้ Cloud ERP จำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น (Multi-Factor Authentication) และการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า ผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่จะเพิ่มการลงทุนใน Private Cloud เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของธุรกิจมากขึ้น
5. ESG และการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นต์ก้าวสู่ธุรกิจยั่งยืน
สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงประเด็นที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร แต่จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าและนักลงทุน โดย Gartner คาดการณ์ว่า
ภายในปี 2025 ผู้ให้บริการ Cloud จะเป็นหนึ่งใน 3 อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด
ผู้ให้บริการ ERP ที่มีการติดตามการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางธุรกิจ จะกลายเป็นตัวเลือกที่ธุรกิจหันมาใส่ใจมากยิ่งขึ้น สำหรับ SMEs ที่ต้องการก้าวไปข้างหน้า นี่อาจเป็นโอกาสในการนำ ERP ที่มีระบบติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) มาใช้เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและหาวิธีลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมก้าวสู่องค์กรที่ยั่งยืนในโลกดิจิทัล
6. จากระบบ ERP แบบเก่า ไปสู่ระบบ Modular ERP ที่ยืดหยุ่นกว่า
IDC คาดการณ์ว่า
75% ของธุรกิจทั่วโลกจะเริ่มเปลี่ยนจาก ERP แบบดั้งเดิม (Monolithic ERP) ไปเป็น ERP แบบโมดูลาร์ (Modular ERP) ภายในปี 2027
โดย Modular ERP จะสามารถเลือกใช้งานได้เฉพาะฟังก์ชันที่จำเป็น เช่น ระบบบัญชี ระบบบริหารสินค้าคงคลัง หรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ซึ่งต่างจาก ERP แบบเดิมที่เป็นระบบขนาดใหญ่และปรับแต่งยาก ทำให้ช่วย SMEs ลดต้นทุน ปรับตัวได้เร็วขึ้น และขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้นตามความต้องการของตลาด
7. ก้าวข้ามความซับซ้อนของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ธุรกิจต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Deloitte เผยว่า
92% ขององค์กรมีแผนจะเพิ่มขีดความสามารถด้าน Compliance ภายใน 3 ปีข้างหน้า
Cloud ERP รุ่นใหม่จะมาพร้อมกับฟีเจอร์อัปเดตข้อกำหนดหรือข้อกฎหมายโดยอัตโนมัติ และเครื่องมือช่วยตรวจสอบ ที่ช่วยให้ SMEs ปฏิบัติตามกฎหมายได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงจากค่าปรับและปัญหาทางกฎหมาย
สรุป: SMEs ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เทรนด์เหล่านี้ที่ SAP วิเคราะห์ไว้ใน Forbes จะช่วยให้ SMEs ไทย เข้าใจถึงทิศทางของ Cloud ERP และสามารถเตรียมตัวให้พร้อมในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เพราะการเตรียมตัวตอนนี้ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทความแนะนำ:
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่น่าสนใจสำหรับคุณ ได้ที่
5 เทรนด์เทคโนโลยี ERP ปี 2568 จะเปลี่ยนโลกธุรกิจอย่างไร?